วันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ปัญญา่ฝ่ายโลกและปัญญาฝ่ายพระวิญญาณ


ปัญญาฝ่ายโลกและฝ่ายพระวิญญาณ (2 : 1 – 16 )
เปาโลเตือนชาวโครินธ์  ให้ระลึกถึงเวลาที่ท่านอยู่ท่ามกลางพวกเขา ตอนนั้นท่านไม่ได้เทศนาโดยใช้โวหารหรือสติปัญญาแบบชาวโลกธรรมดา  ท่านได้ประกาศข่าวประเสริฐโดยตรง  ไม่ได้แสดงตนเป็นนักปราชญ์หรือนักพูด (2 : 1-2 ) ตอนที่อยู่ที่เมืองโครินธ์  ท่านป่วยเป็นไข้และกระสับกระส่ายเสมอ คำเทศนาจึงไม่น่าชมเชยเท่าไร  แต่ท่านไม่เสียใจด้วยเรื่องนี้  ท่านอยากให้คริสเตียนมีชีวิตอย่างเข้มแข็งเพราะพึ่งฤทธิ์เดชของพระเจ้า  ไม่ใช่เพราะซาบซึ้งสติปัญญาหรืออุปนิสัยของผู้ประกาศหรือนักเทศน์ (3-5)
ถึงแม้เปาโลเน้นย้ำว่า  พระกิตติคุณไม่เกี่ยวข้องกับสติปัญญาของมนุษย์  นั่นไม่ใช่เพราะว่าศาสนาคริสต์น่าสบประมาท  หรือดูหมิ่นสติปัญญาและการศึกษา  ตรงกันข้ามศาสนาคริสต์มีสง่าและประกอบด้วยปัญญาอย่างลึกซึ้ง  ปัญญานั้นไม่ใช่ปัญญาแบบมนุษย์  แต่เป็นพระปัญญาของพระเจ้า  ซึ่งทำให้ปัญญาของมนุษย์ดูเหมือนเป็นปัญญาอ่อน (6-7) เพราะเหตุนี้คนที่ถือว่าตนเองมีปัญญา  แท้จริงก็ไม่มีปัญญาเลยซึ่งเขาได้พิสูจน์แล้วเมื่อเขาได้เอาพระเยซูตรึงไว้ที่ไม้กางเขน (8) ส่วนบรรดาคริสเตียนได้รับปัญญาจากพระเจ้าแล้ว  พระองค์ทรงอวยพระพรเขาอย่างเหลือล้นและในทางต่าง ๆที่มนุษย์ธรรมดาจะไม่เข้าใจ เพราะสิ่งเหล่านั้นต้องเข้าใจโดยพระวิญญาณของพระเจ้า  ซึ่งมนุษย์ธรรมดาไม่รู้จัก (9-10)
ตัวอย่างคือ  เมื่อมนุษย์ผู้หนึ่งผู้ใดมีความรู้สึกนึกคิดอยู่ในใจ  ไม่มีใครสามารถรู้ความรู้สึกนึกคิดนั้นได้ นอกจากจิตวิญญาณของผู้นั้นเองทำนองเดียวกันจิตวิญญาณของมนุษย์ไม่สามารถรู้ถึงพระดำริของพระเจ้า  พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าผู้เดียวเท่านั้นที่รู้สิ่งเหล่านี้ได้  คนที่มีพระวิญญาณนั้นจึงสามารถเข้าใจพระเจ้า  แต่คนที่ไม่มีพระวิญญาณก็ไม่มีทางเลย (11-12) คริสเตียนจึงได้รับการสอนจากพระเจ้าโดยพระวิญญาณสถิตอยู่ในจิตใจ  และเขาสอนเรื่องนี้ต่อกันไปโดยพระวิญญาณองค์เดียวกัน  ส่วนคนที่ได้รับคำสอนนั้น  ก็เข้าใจโดยพระวิญญาณเช่นเดียวกัน (13)
ชาวโลกที่มีปัญญาแบบโลกนี้  บอกปัดสิ่งฝ่ายพระวิญญาณ  และถือว่าเป็นเรื่องโง่  เขาไม่มีพระวิญญาณของพระเจ้า  จึงเข้าใจเรื่องฝ่ายพระองค์ไม่ได้ (14) คริสเตียนมีพระวิญญาณบริสุทธิ์  จึงสามารถวิจัยทุกสิ่งได้  ทั้งสิ่งฝ่ายโลกและสิ่งฝ่ายพระวิญญาณ  ส่วนคนที่ไม่มีพระวิญญาณ ไม่สามารถเข้าใจสิ่งฝ่ายพระวิญญาณได้ จึงวิจัยสิ่งลึกซึ้งในชีวิตของคริสเตียนไม่ได้ (15) ฉะนั้นชาวโลกจะเถียงกับพระเจ้า หรือจะแนะนำสั่งสอนพระองค์ได้อย่างไร  ฝ่ายคริสเตียนมองเห็นทุกสิ่งในแง่ของพระองค์  ไม่ใช่ในแง่ของชาวโลก  ความคิดเห็นของคริสเตียนกับ ชาวโลกอื่น ๆ จึงย่อมแตกต่างกันมาก (16)

สภาพอ่อนแอ (3 : 1- 9)
ถึงแม้เปาโลได้กล่าวว่า  คริสเตียนสามารถวิจัยทุกสิ่งได้ ขณะที่ท่านอยู่เมืองโครินธ์  พวกคริสเตียนนั้นเพิ่งเชื่อใหม่ ๆ จึงเปรียบเสมือนทารกในครอบครัวพระเจ้า  และคำสอนของเปาโลเปรียบเสมือนอาหารที่เขารับประทาน  ท่านจึงไม่ได้นำอาหารหนัก ๆ มาให้พวกเขา  แต่ได้ใช้น้ำนมเลี้ยงเขาเหมือนเด็กเล็ก ๆ  เมื่อแต่กอ่นท่านไม่ได้กล่าวโทษเรื่องสภาพอ่อนนี้ เพราะเขาเพิ่งเชื่อใหม่ ๆ แต่ขณะนี้ท่านกล่าวโทษ เพราะเขายังเหมือนเด็กอยู่  ไม่ได้เติบโตเจริญวัยขึ้น (3 : 1-2)
คริสเตียนชาวโครินธ์ แทนที่จะประกอบด้วยพระวิญญาณ ก็ยังอยู่ฝ่ายเนื้อหนัง  เหมือนชาวโลกที่กล่าวถึงในบทที่ 2 แล้ว    เขาไม่ได้ทำตามประปัญญาของพระเจ้า  แต่ยังทำตามปัญญาของมนุษย์  จึงเกิดมีการอิจฉากันและตั้งพรรคพวกกัน (3-4)
เรื่องต่างคนต่างยกย่องเปาโลหรืออปอลโล  สองท่านนี้ไม่แข่งกันแต่ร่วมมือกันโดยมีจุดมุ่งหมายอย่างเดียวกัน  คริสตจักรเปรียบเสมือนไร่นา  ซึ่งเปาโลเป็นผู้เพาะปลูกพืช  และอปอลโลเป็นผู้ดูแลรักษาต่อไปให้พืชงอกงามขึ้น  ทั้งสองคนมีหน้าที่คนละอย่าง  แต่เป็นหน้าที่จำเป็นทั้งสองอย่าง  จะถือว่าคนหนึ่งสำคัญกว่าอีกคนหนึ่งไม่ได้  อย่างไรก็ดีทั้งสองฝ่ายก็ไม่สามารถทำให้เกิดผลได้  พระเจ้าผู้ประทานแสงแดดและผนเป็นผู้ให้เกิดผลตามไร่นา  เรื่องฝ่ายวิญญาณก็เช่นเดียวกัน  พระองค์ทรงเป็นผู้ให้เกิดผล (5-6)  คนที่หว่านพืชอาจไม่เห็นผล  ส่วนคนที่เก็บเกี่ยวมักเห็นผลมาก  เพราะเหตุนี้พระเจ้าจะไม่ประทานบำเหน็จตามจำนวนผลที่ได้เก็บ  แต่ตามการงานที่ได้กระทำไว้ (7-9)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น